ข่าวสารและปรากฏการณ์ที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตไม่ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างสมควรยังปรากฏขึ้นในสังคมไทย  ความกดดันให้แก้ไขคลี่คลายเรื่องนี้มีผลทั้งภาครัฐ(ที่ต้องดูแลประชาชน)และภาคธุรกิจเอกชน(ที่ต้องดูแลพนักงานลูกจ้างของตนเอง)  ล่าสุดมีความคืบหน้าในเรื่องนี้จากมติคณะรัฐมนตรีวันที่  28 มีนาคม  2560

 

ออกมาตรการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต

เหตุผลสามัญอันเป็นการรู้กันทั่วไปคือ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดูและรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตนั้นใครรับผิดชอบ  เรื่องนี้หมายความรวมทั้งสถานพยาบาลของรัฐและเอกชน ดังนั้นจึงมีความพยายามแก้ไขปมติดขัดตรงนี้ เมื่อดูเนื้อหาจากมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 28 มีนาคม  2560  เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต  ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ดังนี้

1. เห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ทั้งนี้ในกรณีที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถหรือตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิตให้ใช้สิทธิดังกล่าวก่อน และให้สถานพยาบาลภาครัฐทุกแห่งปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ฯ  และให้สถานพยาบาลภาครัฐรับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหลังเวลา 72 ชั่วโมง ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ

2. ให้กระทรวงการคลัง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานประกันสังคม หน่วยงานของรัฐ และกองทุนต่าง ๆ ที่มีวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดบริการด้านการแพทย์หรือสาธารณสุข ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ฯ และค่าใช้จ่ายในอัตราตามบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ฯ สธ. เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการเพื่อให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎ ระเบียบของหน่วยงาน/กองทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้รองรับการจ่ายเงินคืนแก่สถานพยาบาลตามหลักเกณฑ์ได้ โดยเร็วต่อไป

3. หากมีการทบทวนปรับปรุงบัญชีและอัตราค่าใช้จ่าย ตามข้อ 12 ของหลักเกณฑ์ฯ ให้ สธ. นำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เป็นไปตามนัยมาตรา 36 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ต่อไป

4. ในส่วนที่ขอความเห็นชอบให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติดำเนินการตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการการแพทย์ฉุกเฉินทั้งระบบเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชนนั้น ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรับไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

การกำหนดค่าใช้จ่าย  72 ชั่วโมงแรก

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

1. กำหนดให้สถานพยาบาลมีหน้าที่ให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต เพื่อให้พ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพและขีดความสามารถของสถานพยาบาล โดยไม่มีเงื่อนไขการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาล และกำหนดให้สถานพยาบาลมีหน้าที่แจ้งต่อกองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาล ตามกฎหมาย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบโดยเร็ว

2. กำหนดให้ศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (สพฉ.) เป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการวินิจฉัยในการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต

3. กำหนดให้สถานพยาบาลมีหน้าที่ดูแลรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต จนพ้นภาวะวิกฤตรวมถึงการจัดให้มีระบบการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตไปยังสถานพยาบาลอื่น ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องส่งต่อ หรือผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือญาติมีความประสงค์

4. กำหนดอัตราค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจนถึงเวลา 72 ชั่วโมง ซึ่งสถานพยาบาลจะได้รับให้เป็นไปตามบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้าย ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ให้สถานพยาบาลเรียกเก็บไปที่กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

5. กำหนดให้ สปสช. มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องและสรุปค่าใช้จ่ายพร้อมทั้งแจ้งให้กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ ภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับเอกสารครบถ้วน และให้กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จ่ายค่าใช้จ่ายตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้ายให้แก่สถานพยาบาลภายใน 15 วัน นับจากวันที่ สปสช. แจ้งผลการตรวจสอบและสรุปค่าใช้จ่าย

6. กำหนดหลักเกณฑ์ค่าใช้จ่ายที่สถานพยาบาลจะได้รับ ในกรณีที่มีการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจากสถานพยาบาลแห่งหนึ่งไปยังสถานพยาบาลแห่งที่สอง ภายในเวลาก่อนครบ 72 ชั่วโมง นับแต่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลแห่งที่หนึ่ง

7. กำหนดให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เกิดขึ้น ในกรณีที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตสามารถย้ายสถานพยาบาลได้แต่ปฏิเสธไม่ขอย้าย

8. ในกรณีมีความจำเป็น ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานพยาบาล ดำเนินการทบทวนปรับปรุงบัญชีและอัตราตามบัญชีแนบท้ายหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขนี้ ภายในสามปีหรือตามที่คณะกรรมการสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลเห็นสมควร เพื่อให้มีความเหมาะสมโดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้ป่วยฉุกเฉินจะได้รับเป็นสำคัญทั้งนี้ บัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ แบ่งออกเป็น 12 หมวดสรุปสาระสำคัญดังนี้

1.ค่าห้องและค่าอาหาร เช่น ค่าเตียงสามัญ เบิกได้ไม่เกิน 100 บาทค่าหอผู้ป่วยวิกฤต

2.ค่าอวัยวะเทียมและ อุปกรณ์บำบัดโรคเช่น เยื่อหุ้มสมองเทียม แผ่นละ 9,000 บาท ลิ้นหัวใจเทียมชนิดลูกบอล อันละ 29,000 บาท ชุดสายยางและปอดเทียมชุดละ 80,000 บาท

3.ค่ายาและสารอาหารทางเส้นเลือด กำหนดเป็นราคาแยกรายตัวยา ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยที่อ้างอิงข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านเวชภัณฑ์ สธ. และราคายาของกรมบัญชีกลาง

4.ค่าเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา

5.ค่าบริการโลหิตและส่วนประกอบของโลหิต หมายถึง ค่าจัดการบริการให้โลหิตหรือส่วนประกอบของโลหิตโดยรวมค่าอุปกรณ์บรรจุ น้ำยาที่ใช้การเตรียมการตรวจทางเทคนิค

6.ค่าตรวจวินิจฉัยทางเทคนิคการแพทย์ เช่น ค่าตรวจน้ำตาลในเลือด ค่าตรวจปัสสาวะ โดยรวมค่าน้ำยาและวัสดุสิ้นเปลือง ค่าอุปกรณ์

7.ค่าตรวจวินิจฉัยและรักษาทางรังสีวิทยาเช่น ภาพถ่ายเอ็กซ์เรย์ แผ่นละ 300 บาทอัลตราซาวด์ครั้งละ 1,150 บาท MRI สมอง ครั้งละ 8,000 บาท

8.ค่าตรวจวินิจฉัยโดยวิธีพิเศษอื่น ๆ เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้านแบบสามมิติ ครั้งละ 3,600 บาท

9.ค่าทำหัตถการ เช่น ห้องผ่าตัดใหญ่ ชั่วโมงละ 2,400 บาท

10.ค่าบริการวิสัญญี หมายถึง ค่าบริการระงับความรู้สึกเจ็บปวดของคนไข้ก่อนผ่าตัด

11.ค่าบริการวิชาชีพ เช่น ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าบริการเภสัชกรค่าบริการพยาบาล

12.ค่าบริการอื่น ๆ ได้แก่ ค่าบริการรถฉุกเฉิน ครั้งละ 700 บาทค่าน้ำมันรถ 4 บาท/กม.

 

ขยายความ

ภาคธุรกิจเอกชนควรจัดให้มีเจ้าหน้าที่ของตนเองศึกษาติดตามรายละเอียดเรื่องนี้ และนำมาเผยแพร่ให้ลูกจ้างพนักงานของตนเองรับทราบ  เพื่อสร้างโอกาสให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างสมควรได้รับ  เป็นการเพิ่มเติมเสริมจากสวัสดิการที่องค์กรมีอยู่  งานอาชีพที่มีความเสี่ยงภัยควรสนใจเป็นพิเศษ  ทำความเข้าใจโดยพื้นฐานคือ ภาครัฐพยายามทำให้อุบัติเหตุและเหตุร้ายฉุกเฉินต่าง ๆ รักษาฟรีในระยะเวลา 72  ชั่วโมง โดยมีมาตรการติดตามออกค่าใช้จ่ายให้สถานพยาบาลต่าง ๆ เพื่อมิให้เกิดกรณีปฏิเสธการรับรักษาผู้ป่วยฉุกเฉิน

 

#