รถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) เชื่อมกรุงเทพฯออก-ตก ผ่านเกาะรัตนโกสินทร์

ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์)   นำมาจากมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 28 มกราคม 2563 เรื่อง ขออนุมัติโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

 

อนุมัติบริหารการเดินรถ และอื่นๆที่เกี่ยวข้องตลอดเส้นทางบางขุนนนท์-มีนบุรี

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและรับทราบตามที่คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (คณะกรรมการนโยบายฯ) เสนอดังนี้

1. อนุมัติโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) และวงเงินงบประมาณรายจ่ายของโครงการฯ ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 (พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุนฯ ปี 2556) ดังนี้

1.1 อนุมัติโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ในรูปแบบ PPP Net Cost โดยภาครัฐลงทุนค่างานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินโครงการฯ ส่วนตะวันตก และภาคเอกชนลงทุนค่างานโยธาโครงการฯ ส่วนตะวันตก และค่างานระบบรถไฟฟ้า ขบวนรถไฟฟ้า บริหารการเดินรถและซ่อมบำรุงรักษาทั้งเส้นทาง ตั้งแต่ช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) รวมทั้งค่าจ้างที่ปรึกษาโครงการฯ โดยมีระยะเวลาเดินรถ 30 ปี นับจากเริ่มเปิดให้บริการโครงการฯ ส่วนตะวันออก เป็นต้นไป เอกชนเป็นผู้จัดเก็บค่าโดยสารและรับความเสี่ยงด้านรายได้ค่าโดยสาร รายได้จากการพัฒนาเชิงพาณิชย์ และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด โดยภาครัฐไม่มีภาระสนับสนุนทางการเงิน (Subsidy) แก่เอกชนในส่วนงานระบบรถไฟฟ้าและขบวนรถและงานเดินรถและซ่อมบำรุงรักษาของโครงการฯ

 

จัดงบเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินรถไฟฟ้าสีส้มตะวันตก (ศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนท์) 14,661  ล้านบาท

1.2 อนุมัติค่างานที่เกี่ยวข้องกับการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและค่าสำรวจอสังหาริมทรัพย์โครงการฯ ส่วนตะวันตก ในกรอบวงเงิน 14,661 ล้านบาท โดยให้สำนักงบประมาณ (สงป.) จัดสรรงบประมาณตามความจำเป็นและเหมาะสมตามแผนการใช้จ่ายเงินจริง ทั้งนี้ ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2560 อย่างเคร่งครัด โดยกำหนดราคาเวนคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ถ้ามี) ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและราคาตลาดของแต่ละพื้นที่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนอย่างแท้จริง รวมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันการแสวงหากำไรจากราคาที่ดินเกินจริงเพื่อไม่ให้เกิดภาระค่าเวนคืนที่ดินและอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นในอนาคตด้วย

1.3 อนุมัติกรอบวงเงินสนับสนุนให้เอกชนตามที่เกิดขึ้นจริงแต่ไม่เกินวงเงินค่างานโยธาของโครงการฯ ส่วนตะวันตก จำนวน 96,012 ล้านบาท ตามที่ รฟม. ได้ดำเนินการทบทวนโดยคำนึงถึงหลักความคุ้มค่าและประหยัด และผ่านการพิจารณาจากกระทรวงคมนาคม (คค.) แล้วเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2562 โดยรัฐทยอยชำระคืนให้เอกชนหลังจากเปิดเดินรถทั้งเส้นทางแล้ว และแบ่งจ่ายเป็นรายปี กำหนดระยะเวลาแบ่งจ่ายไม่ต่ำกว่า 10 ปี พร้อมดอกเบี้ย โดยใช้อัตราส่วนลดหรืออัตราดอกเบี้ยตามความเห็นของ สงป. ทั้งนี้ ในกรณีที่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เห็นควรให้ รฟม. พิจารณาแนวทางในการดำเนินการอย่างรอบด้านตามความเห็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมต่อไป

 

กำหนดกรอบการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน

2. รับทราบหลักการขอบเขตและเงื่อนไขในการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการฯ ตามมติคณะกรรมการ รฟม. ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2561 และความเห็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2561

3. มอบหมายให้ รฟม. คค. และคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 (พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ ปี 2562) ของโครงการฯ รับข้อสังเกตของคณะกรรมการนโยบายฯ และความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ ให้ดำเนินโครงการฯ ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ ปี 2562 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

สาระสำคัญของเรื่อง

โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะของกรุงเทพมหานครระหว่างฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก ซึ่งอยู่ภายใต้แผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (Mass Rapid Transit Master Plan in Bangkok Metropolitan Region : M-MAP) โดยที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้เคยมีอนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้างงานโยธาของส่วนตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรม – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ไปแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้างโดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2566 สำหรับในครั้งนี้เป็นการขออนุมัติการดำเนินงานก่อสร้างงานโยธาของฝั่งตะวันตกและการบริหารจัดการการเดินรถและซ่อมบำรุงของรถไฟฟ้าสายสีส้มทั้งระบบ ทั้งนี้ ภาพรวมของโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) สามารถสรุปได้ ดังนี้

 

ภาพรวมและผลตอบแทน

1.1 ภาพรวมโครงการฯ

หัวข้อ

สายสีส้มทั้งระบบ

ส่วนตะวันออก

ส่วนตะวันตก

ระยะทาง

35.9 กม. (ใต้ดิน 27 กม. + ยกระดับ 8.9 กม.)

22.5 กม. (ใต้ดิน 13.6 กม. + ยกระดับ 8.9 กม.)

13.4 กม. (ใต้ดินตลอดสาย)

สถานี

28 สถานี (21 สถานีใต้ดิน +

7 สถานียกระดับ)

17 สถานี (10 สถานีใต้ดิน +

7 สถานียกระดับ)

11 สถานี (ใต้ดินตลอดสาย)

ระบบไฟฟ้า

Heavy Rail Transit System (4 ตู้/ขบวน ในปีที่เปิด)

ผู้โดยสาร

439,736 คน/เที่ยว/วัน (ปี 69)

121,599 คน/เที่ยว/วัน (ปี 66)

439,736 คน/เที่ยว/วัน (ปี 69)

ผลตอบแทน

ด้านเศรษฐกิจ*

EIRR = ร้อยละ 19.06

(NPV = 107,564 ล้านบาท)

EIRR = ร้อยละ 13.96

(NPV = 15,185 ล้านบาท)

EIRR = ร้อยละ 19.45

(NPV = 67,640 ล้านบาท)

ผลตอบแทน

ด้านการเงิน*

FIRR = ร้อยละ 0.40

(NVP = -107,556 ล้านบาท)

FIRR = ร้อยละ – 5.87

(NVP = - 95,234 ล้านบาท)

FIRR = ร้อยละ 0.00

(NVP = - 60,714 ล้านบาท)

การจัดทำ

รายงาน EIA

จัดทำรายงาน EIA 2 เล่ม

(ส่วนตะวันออกและ

ส่วนตะวันตก)

คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเห็นชอบแล้ว

อยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไขตามความเห็นของ คชก.

การจัด

กรรมสิทธิ์ที่ดิน

พื้นที่รวม 1,099 แปลง

รวม 553 หลัง

พื้นที่รวม 594 แปลง

รวม 222 หลัง

พื้นที่รวม 505 แปลง (41 ไร่ 1 งาน 96 ตร.ว.) รวม 331 หลัง

มูลค่ารวม 24,286 ล้านบาท

มูลค่า 9,625 ล้านบาท

มูลค่า 14,661 ล้านบาท

เปิดบริการ

เต็มรูปแบบ ปี 2569

ปี 2566

ปี 2569

ที่มา : รฟม.

หมายเหตุ: * มาจากผลการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางการเศรษฐกิจและการเงินระยะเวลา 30 ปี ที่อัตราคิดลด ร้อยละ 12 และร้อยละ 5 ตามลำดับ บนสมมติฐาน MRT Assessment Standardization (ยังไม่รวมกรณีจำกัดอัตราค่าโดยสารสูงสุดที่ 12 สถานี) ทั้งนี้ กรณีจำกัดอัตราค่าโดยสารสูงสุดที่ 12 สถานี IRR ของทั้งโครงการฯ คือ ร้อยละ 0.40 (NPV = - 107,556 ล้านบาท) ในขณะที่ EIRR คือ ร้อยละ – 2.26 (NPV = 107,564 ล้านบาท)

 

มูลค่าโครงการและรูปแบบการลงทุน

1.2 มูลค่าโครงการฯ

รายการ

ส่วนตะวันออก

ส่วนตะวันตก

รวม

การจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน/ค่าจ้างสำรวจอสังหาริมทรัพย์

9,625 ล้านบาท

(เงินงบประมาณ)

14,661 ล้านบาท

(เงินงบประมาณ)

24,286 ล้านบาท

การก่อสร้างงานโยธา/ค่าจ้างที่ปรึกษาบริหารและควบคุมงานโยธา

82,907 ล้านบาท

(เงินกู้ภายในประเทศ)

96,012 ล้านบาท*

(เงินงบประมาณ)

178,919 ล้านบาท

งานระบบรถไฟฟ้า ขบวนรถไฟฟ้า บริหารการเดินรถและซ่อมบำรุงรักษาทั้งโครงการ/ค่าจ้างที่ปรึกษาโครงการฯ

32,116 ล้านบาท

(เงินลงทุนจากภาคเอกชน)

32,116 ล้านบาท

รวม

235,321 ล้านบาท

 

1.3 รูปแบบการลงทุนโครงการฯ

รายการ

รูปแบบการลงทุน

ส่วนตะวันออก

ส่วนตะวันตก

การจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน

- รัฐเป็นผู้รับผิดชอบจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินสำหรับโครงการฯ ทั้งส่วนตะวันตกและตะวันออก

PPP Net Cost โดยแบ่งการร่วมทุน ดังนี้

- ภาครัฐลงทุนค่างานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินโครงการฯ ส่วนตะวันตก

 

- ภาคเอกชนลงทุนค่างานโยธาโครงการฯ ส่วนตะวันตก โดยภาครัฐจะทยอยจ่ายคืนหลังเปิดให้บริการเดินรถ เป็นระยะเวลาไม่ต่ำว่า 10 ปี (อัตราคิดลดร้อยละ 5)

การก่อสร้างงานโยธา

- ให้ กค. จัดหาแหล่งเงินกู้ที่เหมาะสม และให้ สงป. พิจารณาจัดสรรเงินงบประมาณให้เป็นรายได้แก่ รฟม. ให้เพียงพอต่อการดำเนินการ การบริหารงาน การลงทุน ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และการชำระหนี้แก่แหล่งเงินกู้ทั้งในส่วนของเงินต้น ดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง

งานระบบรถไฟฟ้า ขบวนรถไฟฟ้า บริหาร การเดินรถ และซ่อมบำรุงรักษาทั้งโครงการ

- ภาคเอกชนลงทุนค่างานระบบไฟฟ้า ขบวนรถไฟฟ้า บริหารการเดินรถและซ่อมบำรุงรักษาทั้งเส้นทาง ระยะเวลาเดินรถ 30 ปี นับจากเริ่มเปิดให้บริการโครงการฯ ส่วนตะวันออก เป็นต้นไป และเป็นผู้จัดเก็บค่าโดยสารและรับความเสี่ยงด้านรายได้ค่าโดยสาร รายได้จากการพัฒนาเชิงพาณิชย์ และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด โดยภาครัฐไม่มีภาระสนับสนุนทางการเงิน (Subsidy) แก่เอกชนในส่วนงานนี้

 

การเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายอื่น

1.4 การเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ

สถานีโครงการฯ

โครงการรถไฟฟ้า

หน่วยงาน

สถานีเชื่อมต่อ

ปีเปิดให้บริการ

1. บางขุนนนท์

สายสีแดง ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช

รฟท.

บางขุนนนท์

2565

สายสีน้ำเงิน

รฟม.

2563

2. ศิริราช

สายสีแดง ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช

รฟท.

ศิริราช

2565

3. อนุสาวรีย์

ประชาธิปไตย

สายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ

(วงแหวนกาญจนาภิเษก)

รฟม.

ผ่านฟ้า

2569

4. ยมราช

สายสีแดง ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง

รฟท.

ยมราช

2567

5. ราชเทวี

สายสีเขียวอ่อน ช่วงหมอชิต-แบริ่ง

กทม.

ราชเทวี

เปิดให้บริการแล้ว

6. ราชปรารภ

สายสีแดง ช่วงบางซื่อ-หัวหมาก

รฟท.

ราชปรารภ

2567

แอร์พอร์ต เรล ลิงก์

รฟท.

เปิดให้บริการแล้ว

7. ศูนย์วัฒนธรรมฯ

สายสีน้ำเงิน

รฟม.

ศูนย์วัฒนธรรมฯ

เปิดให้บริการแล้ว

8. วัดพระราม 9

สายสีเทา ช่วงวัชรพล – ทองหล่อ

-

พระราม 9

อนาคต

9. ลำสาลี

สายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว – สำโรง

สายสีน้ำตาล ช่วงแคราย – ลำสาลี (บึงกุ่ม)

รฟม.

ลำสาลี

2564

2569

10. มีนบุรี

สายสีชมพู

รฟม.

มีนบุรี

2564

 

เอกชนแข่งขันบริหารจัดการเดินรถรายเดียวตลอดเส้นทาง

2. คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนได้ขอให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ในรูปแบบ PPP Net Cost มีระยะเวลาเดินรถ 30 ปีนับจากเริ่มเปิดให้บริการโครงการฯ ส่วนตะวันออกเป็นต้นไป โดยเอกชนเป็นผู้รับผิดชอบค่างานระบบรถไฟฟ้า ขบวนรถไฟฟ้า บริหารการเดินรถและซ่อมบำรุงรักษาทั้งเส้นทาง ซึ่งมีมูลค่ารวม 32,116 ล้านบาท รวมทั้งเป็นผู้จัดเก็บค่าโดยสารและรับความเสี่ยงด้านรายได้ค่าโดยสาร รายได้จากการพัฒนาเชิงพาณิชย์ และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด โดยภาครัฐไม่มีภาระสนับสนุนทางการเงินแก่เอกชนในส่วนงานระบบรถไฟฟ้าและขบวนรถและงานเดินรถและซ่อมบำรุงรักษา

 

ข้อมูลเสริม (สรุปข้อมูล)

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 28 ม.ค. 2563 มีมติเห็นชอบโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรม ลงทุนรูปแบบ PPP net cost รัฐลงทุน 110,673 ล้านบาท จ่ายค่าเวนคืนที่ดิน 14,661 ล้านบาท และค่าเงินลงทุนให้เอกชนไม่เกินค่างานโยธา 96,012 ล้านบาท ด้านเอกชนลงทุนค่างานโยธา ค่างานระบบ ขบวนรถไฟฟ้า บริหารเดินรถและซ่อมบำรุง ระยะเวลา 30 ปี วงเงิน 32,116 ล้านบาท

“เอกชนรับความเสี่ยงโครงการ ซึ่งมีผลตอบแทนด้านการเงิน ร้อยละ 0.0 ผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 19.45 กำหนดคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมลงทุนในเดือนตุลาคม. 2563 สำรวจเวนคืนที่ดิน ส่งมอบพื้นที่ให้เสร็จในปี 2565 สร้างเสร็จเปิดบริการตลอดสายปี 2569” น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล กล่าว

นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า โมเดลลงทุนสายสีส้มตะวันตกศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์ คล้ายคลึงกับสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) และสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) เปิดให้เอกชนร่วมลงทุน PPP net cost 30 ปี รัฐเวนคืนที่ดิน 14,662 ล้านบาท เอกชนลงทุนงานโยธาช่วงตะวันตก งานระบบรถไฟฟ้า ขบวนรถ บริหารการเดินรถและซ่อมบำรุงรักษาโครงการตลอดสายจากบางขุนนนท์-มีนบุรี ระยะทาง 35.9 กม. จำนวน 28 สถานี วงเงินลงทุน 127,012 ล้านบาท รัฐสนับสนุนเงินลงทุนไม่เกินค่างานโยธา 96,012 ล้านบาท ชำระคืนหลังเปิดเดินรถทั้งสายเป็นระยะ 10 ปี พร้อมดอกเบี้ย

ขั้นตอนหลัง ครม.อนุมัติโครงการแล้ว คณะกรรมการ (บอร์ด) รฟม.จะประชุมตั้งคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.ร่วมทุน 2562 พิจารณาร่างทีโออาร์ คาดว่าในเดือนมิถุนายน 2563 จะเปิดขายทีโออาร์ รฟม.ในรูปแบบเปิดประมูลแบบนานาชาติให้บริษัทรับเหมาไทยและต่างชาติยื่นข้อเสนอ ทั้งรูปแบบกิจการร่วมค้าหรือบริษัทเดียวก็ได้ กำหนดเปิดให้ยื่นซองปลายปี 2563 ใช้เวลาคัดเลือก 1 ปี โดยเอกชนที่ขอรับการอุดหนุนจากรัฐน้อยที่สุดและให้ผลตอบแทนกับรัฐมากที่สุดจะเป็นผู้ชนะ ตามแผนจะเซ็นสัญญาในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ขณะที่การเวนคืนจะเร่งรัดออก พ.ร.ฎ.เวนคืนที่ดินภายในปีนี้ เพื่อส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างให้ผู้รับเหมาหลังจากเซ็นสัญญา

“ทีโออาร์กำหนดระยะเวลา 37 ปี แบ่งเป็นก่อสร้าง 7 ปี เพราะสายสีส้มตะวันตกตลอดสายเป็นงานก่อสร้างอุโมงค์ใต้ดิน และต้องเผื่อเวลา 1 ปีทดสอบระบบ ส่วนการเดินรถจะให้สัมปทานเอกชน 30 ปี นับจากเปิดบริการช่วงตะวันออกในปี 2567 และเปิดเดินรถตลอดสายในปี 2569 คาดว่าจะมีผู้โดยสารมาใช้บริการอยู่ที่ 4 แสนเที่ยวคนต่อวัน” นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ กล่าว

รายงานข่าวจากวงการอุตสาหกรรมก่อสร้างเปิดเผยว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มนี้ จะมีรับเหมารายใหญ่เข้าร่วมประมูล 3-4 กลุ่ม และเริ่มมีความเคลื่อนไหวของ 2 กลุ่มใหญ่เตรียมผนึกกำลังเข้าร่วมประมูล เช่น กลุ่มบีทีเอสได้หารืออย่างไม่เป็นทางการกับพันธมิตรกลุ่มเดิมทั้ง บมจ.กัลฟ์ บมจ.ราชกรุ๊ป บมจ.ซิโน-ไทยฯ และอาจจะมีบริษัทจากต่างประเทศเข้ามาเพิ่ม เช่น บจ.ไชน่า ฮาร์เบอร์ จากจีน เพราะมีเทคโนโลยีหัวเจาะอุโมงค์

อีกกลุ่มนี้คือ กลุ่ม ซี.พี.เตรียมร่วมกับ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) บมจ.ช.การช่าง บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์

กลุ่มที่สามคือ บมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนค์ คอนสตรัคชั่น ที่อาจจะจับกับผู้รับเหมาจากประเทศจีนเข้าร่วมประมูล

“ในปัจจุบันเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า งานส่วนบริหารการเดินรถนั้นสามารถสร้างสรรค์ธุรกิจต่อเนื่องได้มากมาย  ดังนั้นการประมูลสายสีส้มจึงมีอะไรที่มากกว่าการแข่งขันยื่นซองประกวดราคาเรื่องก่อสร้างหรืองานโยธา จุดสำคัญคือการบริหารจัดการเดินรถตลอดเส้นที่เชื่อมกรุงเทพฯตะวันออกกับกรุงเทพฯตะวันตกเข้าด้วยกัน และผ่านย่านสำคัญๆของกรุงเทพฯชั้นในและย่านธุรกิจ ฉะนั้นย่อมเป็นการแข่งขันทางธุรกิจของรายใหญ่ที่เคยชิงชัยกันมาหลายโครงการ รวมทั้งการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ เรื่องนี้เห็นได้จากเดินเกมของกลุ่ม ซี.พี. ถ้าตัดสินใจร่วมกับ BEM ช.การช่าง และอิตาเลียนไทยฯ กับบีทีเอสก็มีความหมายถึงการต่อยอดกับสายสีชมพูและสายสีเหลือง  เมื่อเป็นเช่นนี้  อาจเห็นการแข่งขันด้านราคากันอย่างเข้มข้นเหมือนกับประมูลงานระบบมอเตอร์เวย์ที่กลุ่มบีทีเอสชนะ BEM”

 

ข้อมูลเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีส้มคือเริ่มต้นจากบางขุนนนท์ จุดตัด ถ.จรัญสนิทวงศ์ ผ่านโรงพยาบาลศิริราช ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า ผ่านใต้ ถ.ราชดำเนิน ถ.หลานหลวง ยมราช ถ.เพชรบุรี ถ.ราชปรารภ ถึงดินแดงเลี้ยวไปตาม ถ.วิภาวดีรังสิต ผ่าน กทม. 2 (ดินแดง) ไปเชื่อมสายสีน้ำเงินที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ แล้วเบี่ยงเข้า ถ.พระรามเก้า ถ.ประดิษฐ์ธรรมนูญ ถ.รามคำแหง แยกลำสาลี แยก ถ.กาญจนาภิเษก สิ้นสุดที่สถานีสุวินทวงศ์ บริเวณมีนบุรี มีเวนคืนที่ดิน 505 แปลง สิ่งปลูกสร้าง 331 หลังคาเรือน

จำนวนสถานีมี 28 สถานี เป็นสถานีใต้ดิน 21 สถานี สถานียกระดับ 7 สถานี มี 9 จุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายอื่น ได้แก่ สถานีบางขุนนนท์เชื่อมสายสีแดงอ่อนและสายสีน้ำเงิน สถานีศิริราชเชื่อมสายสีแดงอ่อน สถานีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเชื่อมสายสีม่วงใต้ สถานียมราชเชื่อมสีแดงเข้ม สถานีราชเทวีเชื่อมสายสีเขียวบีทีเอส สถานีราชปรารภเชื่อมสายสีแดงอ่อน และแอร์พอร์ต เรลลิงก์ สถานีศูนย์วัฒนธรรมเชื่อมสายสีน้ำเงิน สถานีลำสาลีเชื่อมสายสีเหลือง และสถานีมีนบุรีเชื่อมสายชมพู

กล่าวในเชิงเปรียบเทียบให้เห็นภาพอนาคต ให้ดูปรากฏการณ์จากรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่เชื่อมโยงแหล่งการค้า-ธุรกิจเดิม เช่น เยาวราชกับศูนย์กลางธุรกิจสีสม  รัชดาภิเษก  และชุมชนชานเมืองบางแค-หลักสอง รวมถึงชุมชนถนนจรัลสนิทวงศ์ ในอนาคตเมื่อรถไฟฟ้าสายสีส้มที่เชื่อมกรุงเทพฯตะวันออกกับกรุงเทพฯตะวันตกเข้าด้วยกัน และลอดผ่านถนนราชดำเนินถนนแกนของเกาะรัตนโกสินทร์ที่อุดมไปด้วยสถานที่ทางประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์  หอศิลป์ และชุมชนทางประวัติศาสตร์ เป็นต้น ย่อมจินตนาการไม่ยากว่า   ความรุ่งเรืองในหลายๆ ด้านย่อมเกิดขึ้น

#